ภาวะเลือดจาง


 ท่านเคยมีอาการเหนื่อยง่ายเวลาออกแรง อ่อนเพลีย หงุดหงิด หน้ามืด เวียนศีรษะ ใจสั่น หรือมีคนทักว่าซีด เหลือง หรือไม่ หากมี เป็นไปได้ว่าท่านอาจกำลังมีภาวะเลือดจางอยู่
/data/content/24172/cms/e_bcejkqtwy169.jpg
        ภาวะเลือดจาง หรือเรียกกันติดปากว่า ภาวะซีด เป็นภาวะที่ร่างกายมีเม็ดเลือดแดงน้อยกว่าปกติ ภาวะนี้พบได้บ่อยในประชากรทั่วไป การจะบอกว่าใครมีภาวะเลือดจางนั้น อาจดูจากอาการที่เกิดขึ้น เนื่องจากปกติ เม็ดเลือดแดงมีหน้าที่ในการส่งออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกาย การที่เม็ดเลือดแดงลดลงจะส่งผลให้การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ผิดปกติไป อาการมีได้ตั้งแต่เหนื่อยง่ายกว่าเดิมจากเมื่อก่อนเคยเดินขึ้นลงบันไดหลายชั้นได้สบาย ๆ เมื่อมีภาวะเลือดจางก็อาจเหนื่อยตั้งแต่เดินขึ้นชั้นที่ 2 บางคนอาจรู้สึกหงุดหงิด ความคิดความอ่านไม่แจ่มใส หากเป็นรุนแรง อาจมีอาการมึน วูบหรือหมดสติได้ นอกจากนี้บางรายอาจมีความผิดปกติในการทำงานของหัวใจ ถึงขั้นหัวใจล้มเหลว หรือผู้ป่วยหลายรายอาจถูกทักว่า “พักนี้ดูซีด ดูเหลือง” ซึ่งทำให้ต้องระวังว่า อาจจะกำลังมีภาวะเลือดจางอยู่ก็เป็นได้
        อาการของภาวะเลือดจางจะรุนแรงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับระดับของเม็ดเลือดแดง และความสามารถในการปรับตัวต่อภาวะเลือดจางที่ไม่เท่ากันในแต่ละคน ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการใด ๆ แต่ตรวจพบเลือดจางเนื่องจากไปบริจาคเลือด หรือตรวจสุขภาพประจำปี บางรายอาจตรวจพบได้เมื่อมีอาการมากแล้ว
       สาเหตุใหญ่ ๆ ของภาวะเลือดจาง ได้แก่
        1.การสร้างเม็ดเลือดแดงลดลง เช่น ขาดสารอาหารที่จำเป็น ได้แก่ ธาตุเหล็ก วิตามินบี 12
        กรดโฟลิค,โรคไตเรื้อรัง, โรคของไขกระดูก, โรคมะเร็ง, โรคข้ออักเสบ, โรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน
        2.การทำลายเม็ดเลือดแดงมากขึ้น โรคกลุ่มนี้จะเป็นสาเหตุให้เม็ดเลือดแดงอายุสั้นและแตกง่าย
        กว่าปกติ ผู้ป่วยมักจะมีอาการตัวและตาเหลือง (ดีซ่าน) ร่วมด้วย เช่น โรคธาลัสซีเมีย ภาวะพร่อง G6PD มาลาเรีย
        3. การเสียเลือดอย่างฉับพลัน จากอุบัติเหตุ ภาวะตกเลือดหลังคลอดบุตร
        เมื่อสงสัยภาวะเลือดจาง แพทย์จะทำการซักถามประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุ จากนั้นจะต้องส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการวินิจฉัยและประเมินความเร่งด่วนของการรักษา หากเลือดจางรุนแรงมาก ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาในโรงพยาบาล ให้ออกซิเจน นอนพัก ไม่ออกแรง และอาจต้องให้เลือดแดงทดแทนด้วย
        หลักการรักษาภาวะเลือดจางที่สำคัญ คือ การหาสาเหตุและรักษาให้ตรงจุด บางครั้งการพบภาวะเลือดจางอาจทำให้ตรวจพบสาเหตุที่เป็นโรคร้ายแรงที่แอบซ่อนอยู่ เช่น โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ดังนั้น การตรวจหาสาเหตุของภาวะเลือดจาง จะเป็นประโยชน์ให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะเนิ่น ๆ

         ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์

สพฉ. เตือน 3 กลุ่มโรคเสี่ยงหน้าฝน

สพฉ.เตือน 3 โรคเสี่ยงหน้าฝน โรคระบบทางเดินหายใจ-ทางเดินอาหาร-อุบัติเหตุ พร้อมแนะอาการที่เข้าข่ายเจ็บป่วยฉุกเฉิน ชี้หากพบเห็นให้รีบโทรแจ้งสายด่วน 1669 (สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ)



          จากสภาวะอากาศที่ย่างเข้าสู่ฤดูฝนของประเทศไทย และในหลากหลายพื้นที่มีฝนตกชุก ซึ่งจากสภาพอากาศเช่นนี้ส่งผลให้เริ่มมีผู้ป่วยฉุกเฉินแล้ว สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)  จึงได้รวบรวมโรคที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน และอาจนำไปสู่การเจ็บป่วยฉุกเฉินทั้งโรคติดต่อและไม่ติดต่อให้ประชาชนได้เตรียมพร้อมรับมือป้องกัน เพื่อไม่ต้องเจ็บป่วยกับโรคร้ายดังกล่าว

          นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กล่าวว่า โรคที่มักจะเกิดขึ้นในฤดูฝนคือโรคที่ติดเชื้อจากระบบทางเดินอาหาร และโรคที่ติดเชื้อจากระบบทางเดินหายใจ เพราะเมื่ออากาศมีความชื้นมาก จะทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตและแพร่เชื้อได้เป็นอย่างดี

          โดยเฉพาะโรคปอดบวมที่เป็นโรคซึ่งเกิดขึ้นกับระบบทางเดินหายใจ โดยปอดเกิดอาการอักเสบและติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา หรือพยาธิ โดยอาการเบื้องต้นจะมีอาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ น้ำมูกไหล ไอแห้ง มีเสมหะปนเลือด จามคัดจมูกเจ็บหน้าอกและมีอาการท้องเสียร่วมด้วย ทั้งนี้ หากท่านพบเหตุผู้ป่วยที่เป็นโรคปอดบวมและอาการเข้าขั้นฉุกเฉิน คือ ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ มีเลือดหรือเสมหะปริมาณมากในปาก หายใจเสียงดังโครกคราก ตัวซีดเหงื่อท่วมตัว และต้องลุกนั่งหรือพิงผนังหรือยืนเพื่อให้หายใจได้ ควรรีบโทรแจ้งสายด่วน 1669 เข้ามารับผู้ป่วยฉุกเฉินไปรักษาที่โรงพยาบาลให้ได้อย่างทันท่วงที


          สำหรับโรคทางระบบทางเดินอาหารที่พบบ่อยในช่วงฤดูฝน เป็นเพราะเกิดจากการดื่มน้ำที่ไม่สะอาดและการรับประทานอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ หรือรับประทานอาหารที่ทิ้งไว้ข้ามคืน จะทำให้เกิดโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน อาหารเป็นพิษหรือโรคบิดได้ง่าย ทั้งนี้ หากผู้ป่วยมีอาการถ่ายอุจจาระเหลวและอาเจียนอย่างรุนแรง มีอาการหายใจขัด ถือว่าเข้าขั้นฉุกเฉิน ให้รีบโทรแจ้งขอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

          นอกจากนี้ในช่วงฤดูฝนยังพบว่ามีสถิติการเกิดอุบัติเหตุค่อนข้างมาก เนื่องด้วยถนนที่ใช้ในการขับขี่ยวดยานพาหนะจะลื่นและเปียก ซึ่งเพิ่มความเสี่ยง ดังนั้น ผู้ใช้รถใช้ถนนควรขับขี่รถด้วยความระมัดระวัง เช็กสภาพเบรกรถ ไฟสัญญาณรถ และไฟส่องสว่างภายในรถ รวมถึงยางรถยนต์ ที่ปัดน้ำฝนให้พร้อมใช้งานอยู่ตลอดเวลา และพกเบอร์โทรฉุกเฉิน ไว้ในรถอยู่เสมอเพื่อความไม่ประมาท


อุบัติการการเกิดโรคไข้เลือดออก



สรุปอุบัติการการเกิดโรคไข้เลือดออกในตำบลกอตอตือร๊ะ ช่วงระยะเวลา 4 ย้อนหลัง
สังเกตได้ว่าในช่วงเดือน กุมพาพันธ์ – พฤษภาคม ของทุกปีจะพบการเกิดโรคไข้เลือดออกแทบทุกที ซึ่งเป็นช่วงหลังฤดูฝน และเข้าหน้าร้อน สภาพอากาศทำให้เกิดการฝักตัวของลูกน้ำได้ง่ายในช่วงเวลาดังกล่าว  และปีที่เกิดการระบาดมากที่สุดคือปี พ.ศ.2553 ซึ่งตรวจสอบพบว่าเป็นปีการระบาดหนักของทุกจังหวัดทั่วประเทศ  ทั้งนี้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขมิได้นิ่งนอนใจ ยังคงหามาตรการเฝ้าระวังและป้องกันการเกิดโรคไข้เลือดออก ไม่ให้เกิดหรือเกิดน้อยลงในระยะเวลาถัดไป
แต่ทั้งนี้ก็อยู่ที่เราชาวบ้านเองต้องให้ความร่วมมือและใส่ใจในการป้องกันการเกิดไข้เลือดออกด้วย  โดยการยึดหลัก 5 ป. ได้แก่
  1. ปิดฝาภาชนะกักเก็บน้ำให้มิดชิด ป้องกันยุงลายลงไปวางไข่ เพราะยุงลายชอบวางไข่ในน้ำนิ่ง สะอาด
  2. เปลี่ยนน้ำในภาชนะขังน้ำเล็กๆในบ้านทุกสัปดาห์ เช่นขารองตู้กับข้าว แจกัน จานรองกระถางต้นไม้
  3. ปล่อยปลาหางนกยูง ปลากินลูกน้ำ ในอ่างบัว อ่างปลูกพืชน้ำต่าง ๆในบริเวณบ้าน
  4. ปรับปรุงสิ่งแวดล้อม ไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย
  5. ปฏิบัติเป็นนิสัย ทำอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกสัปดาห์ เพื่อตัดวงจรชีวิตของยุง ที่ใช้เวลาจากไข่จนโตเป็นยุง 7- 11 วัน



โรคที่มากับฤดูร้อน..

______เมืองไทยหน้าร้อน นอกจากอากาศจะร้อนจัดแล้ว โรคที่มากับฤดูร้อนจำเป็นต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ แต่มีอะไรที่ต้องระมัดระวังบ้างนั้น เรามีมาฝากแล้วครับ

อาหารเป็นพิษ
          สาเหตุ : โรคทางเดินอาหารที่พบบ่อยมาก เนื่องจากสารพิษ (Toxin) จากแบคทีเรียตกค้างอยู่ในอาหารที่ไม่สะอาดพอ สุกๆ ดิบๆ หรือบูดเสีย ทำให้เกิดปัญหาท้องเสียได้
          การรักษา : ส่วนใหญ่หากเป็นไม่มากจะถ่ายเป็นน้ำไม่มีมูกเลือด ไม่มีไข้ หายได้เอง แต่ถ้าเป็นมากต้องได้รับน้ำเกลือเสริม อาจอยู่ในรูปแบบของการดื่ม หรือการให้ทางเส้นเลือดแล้วแต่ความรุนแรง

อหิวาตกโรค
          สาเหตุ : โดยทั่วไปคนส่วนใหญ่ที่ติดเชื้ออหิวาต์จะไม่มีอาการหรือมีไม่มาก แต่ในรายที่ติดเชื้อรุนแรงอาจเสียชีวิตได้ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดอาการ เนื่องจากมีการสูญเสียของน้ำและเกลือแร่ในปริมาณมาก โรคนี้ติดต่อได้โดยการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่มีเชื้อเข้าไป  
          การรักษา : ควรทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไปกับการถ่ายอุจจาระและการอาเจียน เช่น ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำเกลือ แต่หากรุนแรงต้องให้ทางเส้นเลือด ควบคู่กับการใช้ยาปฏิชีวนะ

ไข้ไทฟอยด์
          สาเหตุ : การติดต่อมักเกิดจากการปนเปื้อนของเชื้อในอาหารหรือน้ำดื่ม ซึ่งไข้ไทฟอยด์จะมีอาการแบบเฉียบพลัน รายที่เป็นรุนแรงอาจเสียชีวิตได้ สาเหตุของโรคเกิดจากเชื้อ Samonella typhi อาการของโรคจะมีไข้ ปวดเนื้อปวดตัว คลื่นไส้ หัวใจเต้นช้าลง (โดยทั่วไปแล้วเวลามีไข้จะเต้นเร็วขึ้น) หากให้แพทย์ตรวจอาจพบว่าม้ามโต บริเวณใต้ชายโครงด้านซ้าย ต้องใช้การตรวจเลือดยืนยันว่าเป็นโรคนี้จริง 
          การรักษา : จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม ส่วนการป้องกันสามารถทำได้โดยการใช้วัคซีนซึ่งมีทั้งในรูปของการรับประทานหรือฉีด แต่การป้องกันไม่สามารถป้องกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือการระมัดระวังเรื่องอาหารและน้ำดื่ม

ไวรัสตับอักเสบชนิด A
          สาเหตุ : โดยทั่วไปจะติดต่อผ่านทางคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่ง โดยการปนเปื้อนไปกับน้ำ น้ำแข็ง ผลไม้ หรืออาหารที่รับประทานโดยไม่ผ่านการหุงต้ม โดยอาการที่เกิดขึ้นคือ มีไข้ ปวดเนื้อปวดตัว คลื่นไส้ อาเจียน ไม่สบายภายในท้อง จากนั้น 2-3 วันก็จะมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง คนที่เป็นโรคอาจไม่มีอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย 1-2 อาทิตย์ กรณีที่เป็นรุนแรงอาจมีอาการนานหลายเดือน 
          การรักษา : เชื้อไวรัสตับอักเสบ A จะตายเมื่อโดนความร้อน ด้วยการต้มหรือหุงที่อุณหภูมิ 85 องศาเซลเซียส อย่างน้อยหนึ่งนาที การป้องกันสามารถทำได้โดยการฉีดวัคซีน


โครงการรากฟันเทียมเฉลิมพระเกียรติ


           ขอประชาสัมพันธ์รากฟันเทียมเฉลิมพระเกียรติ ไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใดค่ะ สำหรับผู้สูงอายุหรือคนวัยทำงานที่สวมฟันปลอมทั้งปาก แล้วเกิดปัญหาฟันปลอมหลุดง่าย และบดเคี้ยวอาหารไม่สะดวก สามารถเจ้าร่วมโครงการกับเราได้ โดยชื่อโครงการมีชื่อว่า โครงการรากฟันเทียมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา  80  พรรษา  5  ธันวาคม  2550"  โดยความร่วมมือกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศูนย์เทคโนโลยีทันตกรรมขั้นสูง กับ กระทรวงสาธารณสุข สถาบันทันตกรรม และผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้

1. ผู้ป่วยที่ใส่ฟันเทียมถอดได้ทั้งปาก
2. ผู้ป่วยที่สามารถใช้ฟันเทียมได้ดีแต่มีปัญหาในด้านการยึดอยู่ของฟันเทียม
3. ผู้ป่วยที่มีสุขภาพกายแข็งแรงดีสามารถผ่าตัดได้ และไม่พบกรณีต้องห้าม  ดังต่อไปนี้
           -      ผู้ป่วยโรคจิต
           -      มีปัญหาเรื่องการแข็งตัวของเลือด (Bleeding disorder) ที่ควบคุมไม่ได้
           -      เป็นโรคทางระรบบที่ควบคุมได้ไม่ดี ตั้งแต่ ASA III ขึ้นไป
           -      สูบบุหรี่จัด (Heavy smoker สูบ 20 มวนหรือมากกว่า / วัน ) หรือมีประวัติสูบบุหรี่จัดภายใน 5 ปี ที่ผ่านมา
           -      ผู้ป่วยที่ใช้ยา bisphosphanate
           -      ผู้ป่วยหลังได้รับฉายรังงสีรักษาบริเวณกระดูกขากรรไกรและลำคอ
           -      ผู้ป่วยที่ไม่สามารถดูแลสุขภาพช่องปากและฟันเทียมให้อยู่ในสภาพที่ดีได้
           -      ผู้ป่วยที่มีทัศนคติที่ดีต่อการใส่ฟัน เข้าใจขั้นตอนการรักษา การใช้งานรากฟันเทียมๆ ตลอดจนสามารถดูแล รักษาฟันเทียมและอุปกรณ์ต่างๆได้
           -     ผู้ป่วยที่สามารถรองรับค่าใช้จ่ายส่วนยางรอง (O-ring) และอื่นๆในอนาคตที่ต้องเปลี่ยน
           -     ผู้ป่วยสามารถมารับการรักษาและติดตามผลได้ตามเวลา



สนใจติดต่อสามารถมาติดได้ที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลกอตอตือร๊ะ หรือโทรศัพท์หมายเลข 073-37042




VDO สัมภาษณ์ผู้ป่วยโครงการรากฟันเทียมเฉลิมพระเกียรติฯ









VDO การดูแลรักษารากฟันเทียม



งานระบาดวิทยา

srrt_logo

คำสั่งแต่งตั้งทีมเฝ้าระวังสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็ว (SRRT) เครือข่ายตำบลกอตอตือร๊ะ


ระบบรายงานicon_graph


ลิ้งค์ที่เกี่ยวข้อง

กองทุนสุขภาพระดับท้องถิ่น (กองทุนสุขภาพตำบลกอตอตือร๊ะ)





ผู้อำนวยการ รพ.สต.กอตอตือร๊ะ


นางรอกีเยาะ เซ็งมีดี
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ
ตำบลกอตอตือร๊ะ